วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

คำถามท้าย บทที่5 ระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ

1.จงอธิบายองค์ประกอบดังต่อไปนี้ ในเรื่อง ระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ ว่ามีอะไรบ้างและมีหน้าที่และประโยชน์อย่างไร
ตอบ
–ฮาร์ดแวร์
1.1 ฮาร์ดแวร์สำหรับระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ ฮาร์ดแวร์สำหรับระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณมีส่วนประกอบหลักสามส่วนคือ เครื่องพีซี (Personal Computer) อุปกรณ์เชื่อมต่อระบบเครือข่าย (Network Interface Card or Adapter Card) และสื่อถ่ายทอดสัญญาณ (Transmission Medium) เครื่องพีซีบางส่วนอาจทำหน้าที่พิเศษในขณะที่ส่วนที่เหลือทำหน้าที่สำหรับการใช้งานทั่วไป
1.1.1 เครื่องพีซี เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือพีซี (Personal Computer; PC) สามารถนำมาใช้งานในระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณได้ ถ้ามีซอฟต์แวร์ควบคุมการทำงานที่เหมาะสมกับระบบเครือข่ายนั้น เครื่องพีซีที่อยู่ในระบบเครือข่ายเดียวกันก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเครื่องรุ่นเดียวกันทั้งหมด เช่น ส่วนหนึ่งอาจใช้พีซียู Intel Pentium รุ่นล่าสุด อีกส่วนหนึ่งใช้ Intel Pentium รุ่นเก่า และส่วนที่เหลืออาจเป็นซีพียู AMD’s K6 เป็นต้น โดยทั่วไปแล้วชนิดของซีพียูจะขึ้นอยู่กับโปรแกรมประยุกต์ที่นำมาใช้งานมากกว่า เครื่องพีซีที่จะนำมาใช้นั้นจะต้องมีช่องสำหรับการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมเรียกว่า Expansion Slot หรือ Adapter Slot เพื่อนำมาใช้สำหรับการติดตั้งอุปกรณ์เชื่อมต่อระบบเครือข่าย เครื่องพีซีจะถูกนำมาใช้ในสองบทบาทคือ เป็นเครื่องทำงานหรือเครื่องผู้ใช้ (Work Station or Client) ซึ่งมีไว้ให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถทำงานโดยลำพังและติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นผ่านระบบเครือข่ายได้ ส่วนอีกบทบาทเป็นผู้ให้บริการหรือเซิร์ฟเวอร์ (Server) ซึ่งมีหน้าที่ในการให้บริการต่าง ๆ เช่น การใช้ข้อมูลประมวลผลความต้องการของผู้ใช้ที่ส่งมาจากเครื่องผู้ใช้เป็นที่เก็บข้อมูล ทำหน้าที่ควบคุมการพิมพ์งานช่วยติดต่อสื่อสารกับระบบเครือข่ายอื่นประมวลผลซอฟต์แวร์บริหาร จัดการเครือข่าย และบริการรับส่งแฟกซ์เนื่องจากเครื่องเซิร์ฟเวอร์มีหน้าที่ทำงานหลายอย่างและมีความสำคัญมาก จึงมักจะเลือกใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงมากและมีอุปกรณ์ประกอบที่ เหมาะสม เช่น มีฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่เพื่อเก็บข้อมูล ส่วนเครื่องพีซีที่นำมาใช้เป็นเครื่องผู้ใช้อาจมีฮาร์ดดิสก์อยู่ด้วย หรือในบางระบบจะไม่มีฮาร์ดดิสก์ในการทำงานเรียกว่า Diskless Workstation หรือ Network Computer (NC) ซึ่งจะใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อระบบเครือข่ายชนิดที่แตกต่างกันออกไป
1.1.2 อุปกรณ์เชื่อมต่อระบบเครือข่าย อุปกรณ์เชื่อมต่อระบบเครือข่าย (Network Interface Card or Adapter Card) ทำหน้าที่เชื่อมต่อเครื่องพีซีเข้ากับระบบเครือข่าย ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เป็นแผงวงจรสำหรับเสียบเข้าช่องต่อขยาย (Expansion Bus) ของเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถต่อสายของเครือข่ายเข้ามาและทำการติดต่อส่งข้อมูลกับเครือข่ายได้ อุปกรณ์เชื่อมต่อระบบเครือข่ายถูกออกแบบมาสำหรับระบบเครือข่ายแต่ละชนิด ซึ่งทำงานแตกต่างกัน เมื่อระบบเครือข่ายวงกว้างถูกนำมาใช้ในยุคแรกนั้นมีมาตรฐานออกมาควบคุม น้อยมาก ทำให้เกิดปัญหาเมื่อมีการเชื่อมต่อระหว่างระบบเครือข่ายต่างชนิดกันแต่ปัญหานี้ไม่เกิดขึ้นในระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ เนื่องจากมีการกำหนดมาตรฐานสำหรับการทำงานไว้มากมาย ทำให้อุปกรณ์และเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผลิตมาจากบริษัทต่าง ๆ สามารถทำงานร่วมกันได้ เช่น การนำพีซีเข้าไปเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายแบบโทเก้นริง จะต้องใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายชนิดโทเก้นริง เป็นต้น การใช้มาตรฐานเดียวกันนี้ทำให้ระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณได้รับการนำไปใช้งานอย่างกว้างขวางมากที่สุดในปัจจุบัน











ภาพที่ 1.1 แสดง อุปกรณ์เชื่อมต่อระบบเครือข่าย ที่มา : Hawking Technology Online, 2004
1.1.3 สื่อถ่ายทอดสัญญาณ สื่อถ่ายทอดสัญญาณ (Transmission Medium) ทำหน้าที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ทั้งหมดในระบบเครือข่ายเข้าด้วยกันและถ่ายทอดสัญญาณไปยังอุปกรณ์เหล่านั้น ตัวอย่างสื่อถ่ายทอดสัญญาณที่ใช้ทั่วไป ได้แก่ สายคู่บิดเกลียว (Twisted Pair) สายโคแอกเซียล (Coaxial) สายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) และอากาศ (สำหรับถ่ายทอดสัญญาณคลื่นวิทยุ) เป็นต้น ระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณส่วนใหญ่นิยมใช้สายคู่บิดเกลียวและสายโคแอกเซียล เนื่องจากเป็นสื่อที่ใช้เทคโนโลยีต่ำ ราคาถูก และสามารถติดตั้งใช้งานได้ง่าย สายใยแก้วนำแสงมีคุณภาพดีที่สุดแต่ก็ต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูง มีข้อจำกัดมาก และราคาแพงมาก จึงนิยมนำมาใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างระบบเครือข่ายหรือใช้เป็นช่องสื่อสารหลัก (Backbone) สำหรับระบบเครือข่ายบางแห่ง ระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless Network) เป็นระบบที่กำลังได้รับความนิยมนำมาใช้งานอย่างมากโดยเฉพาะในองค์กรสมัยใหม่ที่มีอุปกรณ์สื่อสารไร้สาย (อย่างเช่น โน้ตบุ๊ก) เป็นจำนานมาก จุดเด่นของระบบเครือข่ายไร้สายคือ การที่ไม่ใช้สายสื่อสารทำให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานเป็นอย่างมาก และไม่มีความยุ่งยากที่อาจเกิดขึ้นจากการเดินสายสื่อสารไปตามจุดต่าง ๆ หรือปัญหา สายสื่อสารชำรุด สมมุติว่าต้องการจัดประชุมด่วนจำเป็นต้องใช้ติดต่อสื่อสาร ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 20 คนในห้องประชุมที่ไม่ได้สร้างขึ้นมาสำหรับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ผู้รับผิดชอบสามารถติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมการสื่อสารไร้สาย และผู้ใช้จำนวน 20 คนนั้นก็สามารถใช้โน้ตบุ๊กที่มีอุปกรณ์สื่อสารไร้สายเชื่อมต่อกันเป็นระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณขึ้นมาได้ในทันที การสื่อสารไร้สายสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น ใช้คลื่นวิทยุธรรมดา คลื่นวิทยุเซลลูลาร์ คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุแบบสเปรดสเปกตรัม อินฟราเรด และเลเซอร์ เป็นต้น

1.1.4 มาตรฐานสำหรับระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ ระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณได้รับความแพร่หลายในการนำไปใช้งานเป็นอย่างมาก จึงได้มีการกำหนดมาตรฐานไว้เพื่อให้ระบบต่าง ๆ สามารถติดต่อสื่อสารระหว่างกันได้ องค์กร IEEE (Institute of Electrical and Electronics Engineers) ได้กำหนดมาตรฐานสำหรับระบบเครือข่ายขึ้นมาชุดหนึ่ง เรียกว่า มาตรฐาน IEEE 802 ซึ่งแบ่งออกเป็นส่วนย่อยสำหรับระบบเครือข่ายแต่ละชนิด
ตารางที่ 1.1 แสดงมาตรฐาน IEEE สำหรับระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ








ที่มา : สัลยุทธ์ สว่างวรรณ , 2544, หน้า 367
มาตรฐานเหล่านี้ได้กำหนดวิธีการที่เครื่องผู้ใช้ติดต่อกับสื่อ กำหนดคุณสมบัติของสื่อและความเร็วในการรับและส่งข้อมูลผ่านสื่อนั้น มาตรฐานเหล่านี้ได้รับการแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ เช่น มาตรฐาน 802.11 กล่าวถึงมาตรฐานสำหรับระบบเครือข่ายแบบไร้สาย ส่วน 802.12 เป็นมาตรฐานเรียกว่า AnyLAN ซึ่งเป็นมาตรฐานระบบเครือข่ายที่มีความเร็วสูง ( ไม่เกิน 100 Mbps) ที่ใช้สื่อประเภทสายใยแก้วนำแสงหรือสายยูทีพีระดับชั้นที่ 5

–รูปแบบการเชื่อมต่ออุปกรณ์
1.2 รูปแบบการเชื่อมต่ออุปกรณ์สำหรับระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ ระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณกำหนดรูปแบบการวางและเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยพิจารณาถึงความเหมาะสมของระบบเครือข่ายกับพื้นที่ติดตั้งใช้งานเป็นหลัก โดยจะเน้นในเรื่องความเร็วในการใช้งาน และความสะดวกในการปรับปรุงหรือขยายขีดความสามารถในอนาคต ความแตกต่างจากระบบเครือข่ายวงกว้างที่เห็นได้ชัดคือ อุปกรณ์หลายตัวในระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ มักจะมีการย้ายที่ตั้งเป็นประจำ ซึ่งจะยังคงเชื่อมต่อกับระบบเสมอ เช่น พนักงานอาจจะย้ายห้องทำงานซึ่งก็มักจะนำพีซีที่ตนใช้งานเป็นประจำนั้นติดตัวไปด้วย หรืออุปกรณ์บางอย่าง เช่น เครื่องพิมพ์อาจจะถูกย้ายตำแหน่งได้เสมอ นอกจากนี้ระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณมักจะมีการขยายตัวอยู่ตลอดเวลา คือ จะมีทั้งจำนวนผู้ใช้และอุปกรณ์มากขึ้น รูปแบบการวางและเชื่อมต่ออุปกรณ์จึงจะต้องมีความอ่อนตัว ในการตอบสนองความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้
1.2.1 ระบบเครือข่ายแบบวงแหวน ระบบเครือข่ายแบบวงแหวน (Ring Topology) ถูกออกแบบมาเพื่อให้เครื่องผู้ใช้แต่ละเครื่องเชื่อมต่อกับเครื่องผู้ใช้ที่อยู่ข้างเคียง ซึ่งเมื่อต่อถึงกันหมดแล้วจะกลายเป็นวงจรปิดรูปวงแหวน ซึ่งข้อมูลที่ใช้ในระบบเครือข่ายเรียกว่า Message จะถูกส่งไปในทิศทางเดียวกันเสมอเครื่องผู้ใช้แต่ละเครื่องที่รับข้อมูลเข้ามาจะเก็บข้อมูลนั้นไว้ในกรณีที่เป็นข้อมูลของตนเองเท่านั้น มิฉะนั้นก็จะต้องส่ง ข้อมูลเดิมไปยังเครื่องในลำดับต่อไป ส่วนเครื่องที่เป็นผู้รับข้อมูล (Receiver) จะส่งข้อมูลตอบรับ (Acknowledgement) ออกมาแทนที่ข้อมูลเดิม โดยผู้ที่ส่งข้อมูลออกมา (Sender) นั้นจะกลายเป็นผู้รับ ข้อมูลตอบรับ หลังจากนั้นผู้อื่นจึงจะสามารถส่งข้อมูลได้ เครื่องผู้ใช้ในระบบเครือข่ายมีสองสถานะคือ แอกทีฟ และอินแอกทีฟ เครื่องในสถานะที่แอกทีฟ (Active Station) คือเครื่องผู้ใช้ที่กำลังทำงานตามปกติ ซึ่งสามารถรับและส่งข้อมูลได้ ในขณะนั้น ส่วนเครื่องในสถานะอินแอกทีฟ (Inactive Station) เป็นเครื่องที่ไม่สามารถรับและส่งข้อมูลได้ ซึ่งอาจจะเนื่องมาจากเครื่องนั้นไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ หรือไม่ได้เปิดใช้งานในขณะนั้นระบบเครือข่ายแบบวงแหวนใช้มาตรฐาน IEEE 802.5














ภาพที่ 1.2 แสดงรูปแบบการวางและเชื่อมต่ออุปกรณ์แบบวงแหวน
ระบบเครือข่ายวงแหวนแบบที่กำลังนิยมใช้เป็นแบบเอฟดีดีไอ (Fiber Distributed Data Interface; FDDI) ซึ่งใช้สายใยแก้วนำแสงในการสร้างวงแหวนสองวงซ้อนกัน ข้อมูลจะถูกส่งผ่านสายทั้งสองเครือข่าย ซึ่งจะมีทิศทางสวนทางกัน ในกรณีที่ข้อมูลในวงหนึ่งไปไม่ถึงเครื่องผู้รับข้อมูลในอีกวงหนึ่งก็จะไปถึงผู้รับได้ ระบบเอฟดีดีไอมักจะนำไปใช้เป็นเครือข่ายสื่อสารหลัก (Backbone Network) สำหรับระบบเครือข่ายองค์กร เนื่องจากมีความเร็วในการถ่ายทอดข้อมูลสูงมากและมีอัตราการเกิด ข้อมูลผิดพลาดต่ำมาก















ภาพที่ 1.3 แสดงระบบเครือข่ายสื่อสารหลักขององค์กรที่ใช้แบบเอฟดีดีไอ
จะเห็นได้ว่าโครงสร้างที่เชื่อมคอมพิวเตอร์เข้าเป็นวงแหวนข้อมูลจะถูกส่งต่อ ๆ กันไปใน วงแหวนจนกว่าจะถึงเครื่องผู้รับที่ถูกต้อง ข้อดีของโครงสร้างแบบนี้คือ ใช้สายเคเบิลน้อย และสามารถตัดเครื่องที่เสียออกจากระบบได้ ทำให้ไม่มีผลต่อระบบเครือข่าย ข้อเสียคือหากมีเครื่องที่มีปัญหาอยู่ในระบบจะทำให้เครือข่ายไม่สามารถทำงานได้เลย และการเชื่อมต่อเครื่องเข้าสู่เครือข่ายอาจต้องหยุดระบบทั้งหมดลงก่อน

1.2.2 ระบบเครือข่ายแบบบัส ระบบเครือข่ายแบบบัส (Bus Topology) ใช้สายสื่อสารเส้นหนึ่งเป็นแกนหรือสายสื่อสารหลักหรือบัส เพื่อให้อุปกรณ์ทุกชนิดเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ที่ปลายสายทั้งสองข้างจะมีอุปกรณ์ที่ติดตั้งไว้เรียกว่า หมวกหรือหัวปิดสาย (Terminator) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสัญญาณสะท้อนกลับ (Echo) ซึ่งจะย้อนกลับไปทำให้สัญญาณข้อมูลจริงเสียหาย ข้อแตกต่างที่สำคัญจากระบบเครือข่ายวงแหวนคือ ที่ปลายสายของระบบบัสไม่ได้เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ข้อมูลที่ส่งออกมาจากอุปกรณ์ตัวใดก็ตามจะถูกส่งออกไปตลอดทั่วสายทั้งเส้น












ภาพที่ 1.4 แสดงระบบเครือข่ายแบบบัส
ระบบเครือข่ายแบบบัสได้รับความนิยมมากเนื่องจากเป็นระบบเครือข่ายที่มีราคาถูกใช้สายสื่อสารน้อยและง่ายต่อการติดตั้งมากที่สุด เครื่องเซิฟร์เวอร์สามารถเชื่อมต่อเข้าที่จุดใดในบัสก็ได้ เครื่องอื่นและอุปกรณ์จะเชื่อมต่อเข้าด้วยกันในลักษณะเดียวกับระบบวงแหวน ยกเว้นที่ปลายสายจะ ติดตั้งหมวกปิดสายแทนที่จะเชื่อมต่อกันเป็นวงกลม ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้คือถ้าสายสื่อสารชำรุดหรือขาดออกจากกันจะทำให้ระบบเครือข่ายทั้งระบบหยุดทำงาน ถ้าเครื่องผู้ใช้เครื่องหนึ่งหยุดทำงานแต่อุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายของเครื่องนั้นยังคงทำงานได้ระบบเครือข่ายก็สามารถทำงานได้ต่อไป

1.2.3 ระบบเครือข่ายแบบดาว ระบบเครือข่ายอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า ระบบเครือข่ายแบบดาว (Star Topology) ประกอบด้วยอุปกรณ์สื่อสารศูนย์กลางตัวหนึ่งเรียกว่า ฮับ (Hub) อุปกรณ์ที่เหลือทั้งหมดจะเชื่อมต่อเข้ามาที่นี่โดยตรง ข้อมูลจากเครื่องผู้ส่งจะต้องส่งมาที่ฮับเพื่อส่งต่อไปยังเครื่องผู้รับโดยไม่ต้องส่งผ่านเครื่องอื่น ฮับจะทำงานเหมือนกับอุปกรณ์เชื่อมต่อโทรศัพท์ภายในที่เรียกว่า ตู้พีบีเอ็กซ์ (Private Branch Exchange)














ภาพที่ 1.5 แสดงระบบเครือข่ายแบบดาว
การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ในเครือข่ายระบบดาวนั้นค่อนข้างง่าย เนื่องจากในสายสื่อสารแต่ละเส้นจะมีอุปกรณ์เชื่อมต่ออยู่เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น การเพิ่มเติมอุปกรณ์หรือนำอุปกรณ์ออกจากระบบจึงไม่มีผลกระทบต่ออุปกรณ์ตัวอื่น จุดอ่อนที่เป็นปัญหาสำคัญประการเดียวนั้นอยู่ที่ฮับ ในกรณีที่ฮับไม่สามารถทำงานได้ตามปกติจะส่งผลให้ระบบเครือข่ายล่มทั้งระบบ ฮับจึงควรเป็นอุปกรณ์ที่มีการ ป้องกันระบบล้มเหลวอยู่ในตัวเอง เช่น ใช้ฮับที่มีหน่วยประมวลผลเป็นตัวสำรอง ซึ่งสามารถทำงานแทนหน่วยประมวลผลหลักได้ตลอดเวลา หรือการใช้ยูพีเอส (Uninterruptable Power Supply) ซึ่งจะสามารถจ่ายไฟฟ้าสำรองให้แก่ฮับได้
จะเห็นได้ว่าโครงสร้างที่เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละตัวเข้ากับฮับเป็นอุปกรณ์ ศูนย์กลาง การรับส่งข้อมูลทั้งหมดจะต้องผ่านฮับเสมอ มีข้อดีคือการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ สามารถทำได้ง่ายและไม่กระทบกับเครื่องอื่นในระบบเลย แต่ข้อเสียคือมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสาย สื่อสารสูงและถ้าฮับศูนย์กลางเสียระบบเครือข่ายจะหยุดชะงักทั้งหมดทันที

–โพรโทคอล
1.3 โพรโทคอล โพรโทคอลที่ใช้งานในระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณที่มีความแตกต่างจากโพรโทคอลที่ใช้ในระบบเครือข่ายวงกว้าง เช่น เอสเอ็นเอของบริษัทไอบีเอ็ม หรือ ทีซีพีไอพีที่ใช้ในระบบอินเทอร์เน็ต มาตรฐานอีเทอร์เน็ตได้ถูกพัฒนาขึ้นมาก่อนและถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง ตามด้วยมาตรฐานโทเก้นพาสซิ่ง อาร์คเน็ต และแอปเปิลทอล์ค โพรโทคอลที่พัฒนาขึ้นมาเหล่านี้ นอกจากจะมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ระบบเครือข่ายต่าง ๆ สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ด้วย 7.3.1 อีเทอร์เน็ต มาตรฐานอีเทอร์เน็ต (Ethernet) ถูกนำมาใช้งานร่วมกับรูปแบบการเชื่อมต่ออุปกรณ์ แบบบัส โดยอุปกรณ์เชื่อมต่อระบบเครือข่ายจะใช้หัวสายชนิด BNC-Connector เพื่อเชื่อมต่อกับสาย โคแอกเซียล (Coaxial) การที่เครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบแลนนั้น สามารถสื่อสารกันได้ก็จะต้องมีอุปกรณ์ประจำแต่ละเครื่อง อุปกรณ์นั้นก็คือ การ์ดแลน (Network Adapter) เมื่อมีการ์ดแลนแล้วเราก็จะนำสายโคแอกเซียลแบบบาง (Thin Coaxial) มาเชื่อมต่อกับการ์ดแลน แต่ก่อนที่จะนำสายโคแอกเซียลแบบบางมาเชื่อมต่อกับการ์ดแลน ตรงปลายสายก็จะต้องต่อกับอุปกรณ์ ที่เรียกว่า Male BNC-Connector แล้วใช้อุปกรณ์ตัวนี้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ BNC-T Connector แล้วใช้อุปกรณ์ BNC-T Connector นี้ไปเชื่อมต่อกับการ์ดแลน ตรง Female BNC Connector ของการ์ดแลนอีกต่อหนึ่ง









ภาพที่ 1.6 แสดงอุปกรณ์เชื่อมต่อระบบเครือข่ายอีเทอร์เน็ต ที่มา : Electronix Online, 2004 มาตรฐานอีเทอร์เน็ตรุ่นแรกถ่ายทอดข้อมูลที่ความเร็ว 10 Mbps ในขณะที่มาตรฐานรุ่นล่าสุดเรียกว่า Fast Ethernet มีความเร็วเพิ่มขึ้นเป็น 100 Mbps ซึ่งมีความเหมาะสมกับระบบเครือข่ายที่มีการถ่ายทอดข้อมูลในปริมาณน้อย วิธีการควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ตามมาตรฐานอีเทอร์เน็ตเรียกว่า ซีเอสเอ็มเอซีดี (Carrier Sense Multiple Access with Collision Detection; CSMA/CD) เป็นโพรโทคอลประเภท Medium Access Control Protocol (MAC) ซึ่งจะกำหนดวิธีการใช้อุปกรณ์ในการติดต่อเพื่อส่งข้อมูลเข้าสู่สายสื่อสาร โพรโทคอลซีเอสเอ็มเอซีดีใช้วิธีการแข่งขันในการตัดสินว่าอุปกรณ์ใดจะได้สิทธิในการส่งข้อมูลจึงไม่มีอุปกรณ์ใดทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมหรือเป็นตัวจัดลำดับการส่งข้อมูลให้ เมื่ออุปกรณ์ตัวหนึ่งต้องการส่งข้อมูลจะเริ่มต้นด้วยการฟังหรือตรวจหาสัญญาณในสายสื่อสารเพื่อดูว่ากำลังมีการส่งสัญญาณอยู่หรือไม่ ถ้าไม่มีเสียงสัญญาณอุปกรณ์นั้นก็จะพยายามส่งข้อมูลออกไป บางครั้งอาจมีอุปกรณ์มากกว่าหนึ่งตัวส่งสัญญาณออกไปพร้อมกันก็จะทำให้สัญญาณเหล่านั้นทับซ้อนกันเองกลายเป็นสัญญาณที่ใช้งานไม่ได้ อุปกรณ์ที่กำลังส่งสัญญาณทุกตัวจะต้องหยุดส่งสัญญาณในทันที และหยุดรอเป็นระยะเวลาช่วงหนึ่งก่อนที่จะเริ่มต้นความพยายามในครั้งต่อไป จากปัญหาความเป็นไปได้ที่อาจมีอุปกรณ์ส่งสัญญาณทับซ้อนกัน ทำให้อีเทอร์เน็ตและโพรโทคอลซีเอสเอ็มเอซีดีมีความเหมาะสมกับระบบเครือข่ายขนาดเล็กที่มีการถ่ายทอดข้อมูลจำนวนไม่มากนัก ถ้ามีความถี่ในการส่งสัญญาณสูงขึ้นก็จะทำให้ปัญหาการส่งสัญญาณทับซ้อนกันรุนแรงมากขึ้น นั่นคือมีอัตราความสำเร็จในการถ่ายทอดข้อมูลลดลง นอกจากนี้ยังอาจทำให้มีอุปกรณ์บางส่วนที่ จะต้องรอคอยการส่งสัญญาณนานมากกว่าอุปกรณ์ส่วนอื่นได้
1.3.2 โทเก้นพาสซิ่ง ระบบเครือข่ายที่ใช้โทเก้นพาสซิ่ง (Token Passing) จะต้องสร้างข้อมูลพิเศษขึ้นมาชุดหนึ่ง เรียกว่าโทเก้น (Token) เพื่อส่งจากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอุปกรณ์ในลำดับต่อไปทีละตัวจนครบทุกตัวในระบบนั้นแล้ว จึงวนกลับมาที่อุปกรณ์ตัวแรกในวงรอบถัดไป อุปกรณ์ที่รับโทเก้นเข้ามามีสิทธิที่ จะส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบเครือข่ายก่อนที่จะส่งโทเก้นออกไปเป็นลำดับสุดท้าย หรือถ้าไม่มีข้อมูลที่จะส่งก็เพียงแต่โทเก้นออกไปเท่านั้น เนื่องจากทั้งระบบมีโทเก้นอยู่เพียงตัวเดียวเป็นอุปกรณ์ที่สามารถส่ง ข้อมูลเข้าสู่ระบบได้ ณ เวลาหนึ่ง อุปกรณ์ตัวอื่นที่ต้องการส่งข้อมูลจะต้องรอให้โทเก้นมาถึงตัวเองก่อนจึงจะดำเนินการส่งข้อมูลได้ โพรโทคอลนี้มีความยุติธรรมเนื่องจากอุปกรณ์ทุกตัวจะมีโอกาสได้รับ โทเก้นด้วยโอกาสเท่ากัน ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะส่งข้อมูลเท่ากัน โพรโทคอลโทเก้นพาสซิ่งมีอยู่สองแบบคือ โทเก้นริง ซึ่งใช้งานร่วมกับรูปแบบการเชื่อมต่ออุปกรณ์แบบวงแหวน และโทเก้นบัสใช้ร่วมกับรูปแบบบัส แม้ว่าจะใช้โทเก้นทั้งสองแบบแต่ก็มีรายละเอียดการทำงานแตกต่างกัน

1.3.2.1 โทเก้นริง ระบบเครือข่ายแบบนี้ (Token Ring Networks) จะใช้รูปแบบการเชื่อมต่ออุปกรณ์แบบวงแหวน และโทเก้นจะถูกส่งออกไปในทิศทางเดียวเสมอ เมื่อไม่มีการส่งข้อมูลโทเก้นจะอยู่ในสถานะเป็นอิสระ (Free Token) ทั้งระบบจะมีโทเก้นอยู่เพียงตัวเดียว ซึ่งจะถูกส่งต่อไปยังอุปกรณ์ทั้งหมดตามลำดับที่ได้มีการกำหนดไว้ล่วงหน้า เมื่ออุปกรณ์ตัวหนึ่งต้องการส่งข้อมูลจะเริ่มต้นด้วยการรอคอยจนกว่าโทเก้นจะมาถึง จากนั้นจะนำโทเก้นมาเปลี่ยนสถานะเป็นไม่ว่าง (Busy Token) แล้วส่ง กลับเข้าสู่ระบบพร้อมกับเริ่มส่งข้อมูลรูปวงแหวนใช้อุปกรณ์เรียกว่า เอ็มเอยู (Multistation Access Unit) ซึ่งมีลักษณะวงจรภายในเป็นแบบวงแหวน ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ทั้งหมดเข้าด้วยกันทำให้มองดูจากภายนอกแล้วจะมีโครงสร้างแบบเดียวกับรูปแบบดาว เมื่อโทเก้นและข้อมูลเดินทางมาถึงอุปกรณ์ตัวรับข้อมูลจะมีทางเลือกสองทางในกรณีที่เป็นการส่งข้อมูลจากผู้ส่งไปยังผู้รับเพียงหนึ่งเดียว (แบบจุดต่อจุด) ผู้รับจะเก็บข้อมูลไว้แล้วส่งเพียงโทเก้นกลับเข้าสู่ระบบ ในกรณีที่ส่งข้อมูลแบบกระจายข่าว (Broadcast) ผู้รับแต่ละคนจะต้องสร้างสำเนาข้อมูลเก็บไว้แล้วถึงจะส่งเฟรมนั้น (ทั้งโทเก้นและข้อมูล) กลับเข้าสู่ระบบซึ่งก็จะถูกส่งต่อไปเรื่อย ๆ ทั้งสองวิธีจะทำให้โทเก้นย้อนกลับมาที่อุปกรณ์ตัวที่ส่งข้อมูลออกไป (เดินทางครบหนึ่งรอบ พอดี) อุปกรณ์ตัวส่งข้อมูลก็จะดึงข้อมูลออก (เฉพาะแบบกระจายข่าว) และทั้งสองวิธีจะเปลี่ยนสถานะของ โทเก้นกลับไปสู่สถานะอิสระแล้วปล่อยโทเก้นกลับเข้าสู่ระบบตามเดิม














ภาพที่ 1.7 แสดงระบบเครือข่ายแบบโทเก้นริง
ระบบเครือข่ายแบบโทเก้นริงที่ใช้สายโคแอกเชียลมีความเร็วในการถ่ายทอดข้อมูล 4 หรือ 16 Mbps รุ่นใหม่ที่กำลังได้รับการพัฒนาล่าสุดจะเพิ่มความเร็วเป็น 100 Mbps ความเร็วที่สูงกว่าระบบเครือข่ายอีเทอร์เน็ตเกิดขึ้นเนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาในการแก้ปัญหาการส่งสัญญาณ ทับซ้อนกัน และความที่เป็นระบบที่ให้ความยุติธรรมแก่ผู้ใช้อย่างเท่าเทียมกันจึงเป็นระบบที่เหมาะสมสำหรับระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้และอุปกรณ์เป็นจำนวนมาก
1.3.2.2 โทเก้นบัส โทเก้นบัส (Token Bus) ใช้วิธีการเชื่อมต่ออุปกรณ์แบบเดียวกับระบบ เครือข่ายแบบบัส อุปกรณ์ข้างเคียงในระบบนี้จะต้องทราบหมายเลขที่อยู่ของตนเองและหมายเลขที่อยู่ของลำดับก่อนหน้าและลำดับต่อไป การทำงานที่เกิดขึ้นจึงเป็นการทำงานแบบเรียงลำดับเหมือนกับระบบโทเก้นริง ดังนั้นระบบโทเก้นบัสจึงเปรียบเสมือนการสร้างระบบเครือข่ายแบบบัสแต่ให้ทำงานแบบระบบโทเก้นริง











ภาพที่ 1.8 แสดงระบบเครือข่ายแบบโทเก้นบัส
โทเก้นที่ใช้ในระบบโทเก้นบัสมีโครงสร้างแบบเฟรมดังที่ใช้ในโทเก้นริง อุปกรณ์ตัวที่ต้องการส่งข้อมูลจะยึดโทเก้นไว้และจัดการส่งข้อมูลออกมา เมื่อได้รับข้อมูลตอบรับ (Acknowledgement) จากอุปกรณ์ที่รับข้อมูลแล้วจึงจะปล่อยโทเก้นกลับเข้าสู่ระบบตามเดิม อุปกรณ์ แต่ละตัวจะได้รับการกำหนดระยะเวลาคงที่สำหรับการยึดครองโทเก้นแต่ละครั้ง ทำให้ไม่มีอุปกรณ์ ตัวใดจะครอบครองโทเก้นไว้ได้ตลอดเวลา ระบบโทเก้นบัสที่ได้รับความนิยมนำมาใช้งานมากที่สุดคือ เออาร์ซีเน็ต(Attached Resource Computer Network; ARCNET) ซึ่งสามารถถ่ายทอดข้อมูลได้ที่ความเร็ว 2.5 ถึง 20 Mbps เออาร์ซีเน็ตสามารถทำงานร่วมกับการเชื่อมต่ออุปกรณ์แบบดาว ซึ่งนำแอกทีฟฮับและพาสซีฟฮับมาใช้ในการเชื่อมต่อเครื่องผู้ใช้ทำให้กลายเป็นระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ แอกทีฟฮับ (Active Hub) คือฮับที่ใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับโครงสร้างหลักโดยตรง ส่วนพาสซีฟฮับ (Passive Hub) เชื่อมต่ออุปกรณ์ส่วนขยายเข้ากับโครงสร้างหลักดังภาพที่ 1.9















ภาพที่ 1.9 แสดงระบบเครือข่ายแบบ ARCNET
1.3.3 ระบบเครือข่ายแอปเปิล เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอีกตระกูลหนึ่งคือเครื่องแมคอินทอช ซึ่งบริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาขึ้นมาใช้งานตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 มีระบบเครือข่ายเป็นของตนเองว่า ระบบเครือข่ายแอปเปิลทอล์ค (AppleTalk) ระบบเครือข่ายนี้มีขีดความสามารถค่อนข้างจำกัดทั้งจำนวนผู้ใช้และความเร็วในการทำงาน แต่ก็มีข้อเด่นตรงที่เป็นระบบใช้งานง่ายเพราะอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ถูกติดตั้งมาพร้อมกับเครื่องแมคอินทอชเรียบร้อยแล้ว ระบบเครือข่ายรุ่นใหม่เรียกว่า แอปเปิลแชร์ไอพี (AppleShare IP) ซึ่งสามารถใช้งานได้กับเครื่องแมคอินทอชรุ่นใหม่ (iMac, ibook, Power Mac, Power book ฯลฯ) ได้ทุกรุ่นรวมทั้งสามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ตได้ด้วย
1.3.3.1 แอปเปิลทอร์ค เครื่องแมคอินทอชได้ติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับเครือข่ายแอปเปิลทอล์คไว้เรียบร้อยทุกเครื่อง ผู้ใช้เพียงแต่นำสายสื่อสารมาต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันก็จะได้ระบบเครือข่ายไว้ใช้งาน การทำงานของแอปเปิลทอล์คเป็นโพรโทคอลแบบซีเอสเอ็มเอ (CSMA) สำหรับควบคุมการใช้สายสื่อสารแบบเดียวกับที่ใช้ในระบบอีเทอร์เน็ตแต่ใช้เทคนิคในการหลีกเลี่ยงการส่งสัญญาณ ทับซ้อนกัน (Collision Avoidance) รวมเรียกว่า ซีเอสเอ็มเอซีเอ (CSMA/CA) และใช้ รูปแบบการเชื่อมอุปกรณ์แบบบัส การหลีกเลี่ยงการส่งสัญญาณทับซ้อนกันในแอปเปิลทอร์คทำได้โดยการให้ผู้ที่จะส่งข้อมูลสร้างแพ็กเกตข้อมูลพิเศษส่งออกไปก่อนเพื่อเป็นการเตือนให้ผู้อื่นทราบว่ามีผู้ที่กำลังจะส่ง ข้อมูล จึงต้องหยุดรอ เมื่อผู้ส่งสัญญาณเตือนนั้นว่าส่งข้อมูลเสร็จแล้ว ผู้อื่นคนต่อไปจึงจะสามารถส่งสัญญาณเตือนออกมาได้ ดังนั้นการส่งสัญญาณทับซ้อนกันจึงเกิดขึ้นกับแพ็กเกตสัญญาณเตือนเท่านั้น ระบบเครือข่ายแอปเปิลทอร์คสามารถส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วค่อนข้างต่ำ คือ 230, 400 bps หรือ 0.23 Mbps เท่านั้น และมีจำนวนเครื่องผู้ใช้สูงสุดไม่เกิน 32 เครื่อง
1.3.3.2 แอปเปิลแชร์ไอพี ระบบเครือข่ายรุ่นใหม่เรียกว่า แอปเปิลแชร์ไอพี (AppleShare IP) ในสมัยก่อนการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่ใช้เครื่องพีซีเข้ากับระบบเครือข่ายที่ใช้เครื่องแมคอินทอชเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนมาก จนกระทั่งแอปเปิลแชร์ไอพีถูกนำออกมาใช้งานทำให้การเชื่อมต่อระบบคอมพิวเตอร์ทั้งสองตระกูลเป็นไปได้อย่างง่ายดาย แอปเปิลแชร์ไอพีช่วยให้ผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยนแฟ้มข้อมูลระหว่างกัน ใช้บริการเอฟทีพี ติดต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต และติดต่อผู้ให้บริการเครื่องพิมพ์และอีเมล ในระบบนี้สามารถรองรับอุปกรณ์ได้มากถึง 500 เครื่อง และมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์ได้หลายเครื่องพร้อมกัน เครื่องแอปเปิลแชร์ไอพีเซิร์ฟเวอร์สามารถทำหน้าที่เป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web Server) ที่ให้บริการแก่เว็บไซต์ได้ 50 แห่งได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งทางบริษัทผู้ผลิตได้อ้างว่าสามารถให้บริการการเชื่อมต่อทางระบบอินเทอร์เน็ตได้มากกว่า 50 ล้านครั้งต่อวัน ระบบอีเมลสามารถใช้ โพรโทคอล POP และ IMAP และมีจำนวนผู้ใช้ได้มากถึง 10,000 คนต่อเซิร์ฟเวอร์ ความเร็วในการทำงานขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ เช่น เครื่อง Macintosh Server G4 ซึ่งมีหน่วย ประมวลผลกลางเป็น PowerPC G4 500 MHz ใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อแบบ 10/100Base-T และมีระบบปฏิบัติการ Mac OS X จะสามารถให้บริการวีดิทัศน์ระบบดิจิทัลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็ว 10 Mbps หรือ 100 Mbps บนสายคู่บิดเกลียวหรือสายยูทีพีได้

–ชนิดของระบบเครือข่าย
1.4 ชนิดของระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ ระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณถูกแบ่งออกตามวิธีการที่เครื่องผู้ใช้สื่อสารระหว่างกัน ซึ่งแบ่งออกเป็นสามชนิดคือ แบบพีบีเอ็กซ์ แบบเพียร์ และแบบเซิร์ฟเวอร์เบส ทั้งสามชนิดใช้โพรโทคอลและมี รูปแบบการเชื่อมต่ออุปกรณ์แตกต่างกันในการทำงาน
1.4.1 ระบบเครือข่ายแบบพีบีเอ็กซ์ อุปกรณ์พีบีเอ็กซ์ (Private Branch Exchange) เป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมานานมากแล้ว เพื่อใช้สำหรับการสลับสายสัญญาณอัตโนมัติระบบเครือข่ายโทรศัพท์ย่อยภายในองค์กร ซึ่งอาจใช้หมายเลขโทรศัพท์เพียงสามหรือสี่ตัวต่อหนึ่งหมายเลข แทนที่จะเป็นเลขเก้าตัวตามปกติ และยังทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อสายโทรศัพท์จากภายนอกองค์กรให้สามารถติดต่อกันได้ บทบาทของเครื่องพีบีเอ็กซ์ได้เปลี่ยนไปเมื่อมีการนำระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณเข้ามาใช้ในองค์กร เนื่องจากเครือข่ายพีบีเอ็กซ์นั้นมีอยู่แล้ว และการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ากับสายโทรศัพท์ในระบบพีบีเอ็กซ์นั้นสามารถทำได้ในทันที เครื่องพีบีเอ็กซ์จึงเปลี่ยนมาทำหน้าที่ในการส่ง ข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ไปยังเครื่องผู้รับแทนที่จะเป็นสัญญาณโทรศัพท์














ภาพที่ 1.10 แสดงระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณแบบพีบีเอกซ์
เนื่องจากเครื่องพีบีเอ็กซ์อยู่ที่ตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ทั้งหมด ระบบเครือข่ายแบบนี้จึงใช้รูปแบบการเชื่อมต่อแบบดาว เครื่องพีบีเอ็กซ์ที่นำมาใช้จะต้องเป็นแบบที่สามารถทำงานกับข้อมูลดิจิทัลได้ โดยทั่วไปจึงหมายถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์สลับสายสัญญาณหรือสวิทช์ (Switch) ซึ่งมีความสามารถในการทำงานกับข้อมูลคอมพิวเตอร์และข้อมูลในระบบโทรศัพท์ได้พร้อมกัน จุดอ่อนของระบบนี้อยู่ที่เครื่องพีบีเอ็กซ์เหมือนกับเครือข่ายรูปดาว นั่นคือถ้าเครื่องพีบีเอ็กซ์เสียก็จะทำให้ระบบทั้งระบบไม่สามารถใช้งานได้ และจุดเด่นของระบบนี้เกิดขึ้นจากการที่สามารถใช้สายโทรศัพท์ที่ติดตั้งไว้เรียบร้อยแล้วมาใช้งานได้ทันที
1.4.2 ระบบเครือข่ายแบบเพียร์ ระบบเครือข่ายแบบเพียร์ (Peer or Peer-to-Peer LAN) เป็นระบบเครือข่ายที่สามารถ ติดตั้งใช้งานและบำรุงรักษาได้ง่าย จึงได้รับความนิยมนำมาใช้งานในระบบเครือข่ายขนาดเล็กในองค์กรทั่วไป ในระบบนี้เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ทุกชนิดมีความเท่าเทียมกันคือไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใดทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมระบบเครือข่าย เครื่องผู้ใช้แต่ละเครื่องมีสิทธิในการเลือกติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ใดก็ได้ในเวลาเดียวกัน เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องก็มีสิทธิเต็มที่ในการที่จะกำหนดสิทธิผู้ใช้ (อนุญาต หรือไม่อนุญาต หรืออนุญาตเป็นบางส่วน) ให้แก่เครื่องอื่นที่ต้องการเข้ามาติดต่อด้วย วัตถุประสงค์หลักของระบบเครือข่ายเพียร์คือการอนุญาตให้เครื่องผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน หรือใช้อุปกรณ์ร่วมกันได้ จะเห็นได้ว่าเครื่องผู้ใช้แต่ละเครื่องในที่นี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์นั่นเอง โดยปกติเครื่องพีซีในระบบเพียร์จะอนุญาตให้เครื่องพีซีเครื่องอื่นสามารถใช้งานฮาร์ดดิสก์ของตนเองได้ และในเวลาเดียวกันก็จะมองเห็นและสามารถใช้งานฮาร์ดดิสก์ในเครื่องอื่นเป็นเสมือนอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งของตนเอง คอมพิวเตอร์หมายเลข 1 มีฟล็อบปีดิสก์ A และ B และฮาร์ดดิสก์ C ส่วนคอมพิวเตอร์หมายเลข 2 ในแบบเดียวกัน มีฟล็อบปีดิสก์ A และฮาร์ดดิสก์ C ติดตั้งอยู่ เมื่อเครื่อง ทั้งสองติดต่อกันทางระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์หมายเลข 1 กำหนดให้ฮาร์ดดิสก์ C ของคอมพิวเตอร์หมายเลข 2 เป็นฮาร์ดดิสก์ X ของตนเอง ในทำนองเดียวกัน คอมพิวเตอร์หมายเลข 2 ก็กำหนดให้ฮาร์ดดิสก์ C ของคอมพิวเตอร์หมายเลข 1 เป็นฮาร์ดดิสก์ Z ของตนเอง ซึ่งสามารถใช้งานร่วมกันได้













ภาพที่ 1.11 แสดงระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณแบบเพียร์
ระบบเครือข่ายแบบเพียร์สามารถนำมาใช้งานได้ง่ายกว่าชนิดอื่นมาก เหมาะสำหรับการใช้ระบบเครือข่ายขนาดเล็กที่มีเครื่องและอุปกรณ์ไม่มากนัก รูปแบบการเชื่อมต่ออุปกรณ์ก็เป็นแบบบัสที่ง่ายต่อการติดตั้งและใช้โพรโทคอลซีเอสเอ็มเอซีดี (CSMA/CD) ที่สะดวกในการใช้งาน ข้อจำกัดนอกเหนือจากจำนวนอุปกรณ์ก็คือ การใช้งานอุปกรณ์หรือโปรแกรมประยุกต์ในเครื่องอื่นนั้นจะทำได้ก็ต่อเมื่อผู้ใช้ที่เครื่องนั้นไม่ใช้งานอุปกรณ์หรือโปรแกรมนั้น ๆ เช่น ผู้ใช้ไม่สามารถใช้งานฮาร์ดดิสก์ตัวเดียวกันในเวลาเดียวกันได้
1.4.3 ระบบเครือข่ายแบบเซิร์ฟเวอร์เบส ระบบเครือข่ายขนาดใหญ่นิยมใช้แบบเซิร์ฟเวอร์เบส (Server-Based LAN) ซึ่งจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงเครื่องหนึ่ง หรือหลายเครื่องทำหน้าที่เก็บซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ไว้เป็นส่วนกลาง และอนุญาตให้เครื่องผู้ใช้สามารถเข้าใช้บริการต่าง ๆ ตามแต่ชนิดของบริการที่มีให้ เช่น เครื่องเซร์ฟเวอร์ที่ใช้เก็บแฟ้มข้อมูลเป็นหลักก็จะเรียกว่าไฟล์เซิร์ฟเวอร์ (File Server) ตัวอย่างระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณที่มีเครื่องเซิร์ฟเวอร์หนึ่งเครื่องพร้อมกับเครื่องผู้ใช้อีกจำนวนหนึ่งที่ประกอบกันเป็นระบบเครือข่ายแบบเซิร์ฟเวอร์เบส












ภาพที่ 1.12 แสดงระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณแบบเซิร์ฟเวอร์เบส
ระบบเครือข่ายแบบเซิร์ฟเวอร์เบสช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นหลายประการ เมื่อมีเครื่องพีซีใช้เป็นจำนวนมากการใช้ระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณช่วยทำให้ผู้ใช้ทุกคนสามารถใช้ซอฟต์แวร์ รุ่นเดียวกันได้ทั้งหมด โดยผู้จัดการระบบเครือข่าย (LAN System Administrator) เพียงแต่ติดตั้งซอฟต์แวร์ตัวใหม่ไว้ที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์เพียงตัวเดียว แทนที่จะต้องติดตั้งซอฟต์แวร์นั้นไว้ที่เครื่องผู้ใช้หมดทุกเครื่อง การติดตั้งซอฟต์แวร์ไว้เพียงแห่งเดียวยังช่วยลดปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับซอฟต์แวร์ตัวนั้นได้ อย่างไรก็ตามซอฟต์แวร์ที่จะติดตั้งที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์จะต้องเป็นซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ซึ่งปกติจะระบุจำนวนผู้ใช้ไว้ด้วย เรียกเซิร์ฟเวอร์ประเภทนี้ว่า แอพพลิเคชันเซิร์ฟเวอร์ (Application Sever) การนำซอฟต์แวร์ประเภทติดตั้งใช้งานส่วนตัว (Single User Application) มาไว้ที่เซิร์ฟเวอร์จะทำให้เซิร์ฟเวอร์ทำหน้าที่เป็นเพียงไฟล์เซิร์ฟเวอร์ (File Server) คือผู้จะใช้จะต้องติดตั้งซอฟต์แวร์นั้นที่เครื่องของตนเองก่อนที่จะสามารถใช้งานได้ นอกจากการใช้โปรแกรมร่วมกันแล้ว ผู้จัดการระบบเครือข่ายอาจเก็บแฟ้มข้อมูลไว้ที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ และแบ่งประเภทตามลักษณะการใช้งาน เช่น กลุ่มงานบัญชี กลุ่มงานคลังข้อมูล กลุ่มงานการผลิต เป็นต้น และกำหนดสิทธิการใช้งานแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ ให้แก่ผู้ใช้ตามหน้าที่ แฟ้มข้อมูลที่อยู่ส่วนกลางนี้ยังอำนวยประโยชน์แก่ผู้ใช้คือ ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับข้อมูลที่ทันสมัยอยู่เสมอ ระบบเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์เบสสามารถใช้เซิร์ฟเวอร์ในการควบคุมอุปกรณ์ภายในระบบเครือข่ายได้ เช่น ดิสก์เซิร์ฟเวอร์ (Disk Server) ใช้ควบคุมการใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูลลงในฮาร์ดดิสก์ นั่นคือการกำหนดโควต้าพื้นที่ในฮาร์ดดิสก์ให้แก่ผู้ใช้แต่ละคนหรือแต่ละกลุ่ม ผู้ใช้จะสามารถนำข้อมูลใด ๆ มาเก็บไว้ที่ดิสก์ของเซิร์ฟเวอร์ได้ไม่เกินประมาณที่กำหนดไว้ ดังนั้น ถ้าผู้ใช้ต้องการเก็บข้อมูลซ้ำกันก็จะทำให้การใช้เนื้อที่ในดิสก์ไม่มีประสิทธิภาพ ในปัจจุบันจะใช้วิธีการกำหนดให้ผู้ใช้สามารถใช้แฟ้มข้อมูลร่วมกันได้ ทำให้ปัญหาการเก็บข้อมูลซ้ำซ้อนลดลง ในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีเซิร์ฟเวอร์เป็นจำนวนมากทำให้การค้นหาแฟ้มข้อมูลหรือซอฟต์แวร์ที่ต้องการทำได้ยากขึ้น จึงมีการพัฒนาระบบเก็บข้อมูลลงบนระบบเครือข่ายเรียกว่า SAN (Storage Access Network) ซึ่งเซิร์ฟเวอร์ในระบบทั้งหมดจะทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันทำให้การจัดเก็บและการค้นหาข้อมูลมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์ (Database Server) เป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่เก็บข้อมูลจำนวนมากและซอฟต์แวร์ระบบจัดการฐานข้อมูลที่ให้บริการเกี่ยวกับการบริหาร การควบคุม การใช้งาน การรักษาความปลอดภัย รวมทั้งการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เกี่ยวกับข้อมูลเหล่านั้น แทนที่ผู้ใช้จะเก็บข้อมูลไว้ที่เครื่องตนเอง ข้อมูลของผู้ใช้ทั้งหมดจะถูกนำมาเก็บรวมกันไว้ ผู้ใช้เพียงแค่ส่งความต้องการ (เรียกว่า Query) เช่น ต้องการค้นหาที่อยู่ของนักศึกษา หรือต้องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหมายเลขโทรศัพท์ มาที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ เครื่องเซิร์ฟเวอร์จะส่งความต้องการนั้นไปให้ซอฟต์แวร์ระบบจัดการฐานข้อมูลซึ่งจะดำเนินการตามผู้ใช้ต้องการ ทำให้ปริมาณข้อมูลที่จะต้องส่งผ่านระบบเครือข่ายลดลง โดยปกติเครื่องทำหน้าที่เป็นดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์แล้วจะไม่ให้บริการชนิดอื่นอีก
1.4.4 ระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณแบบไร้สาย ระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณแบบไร้สาย (Wireless LAN) ไม่ได้รับความนิยมในการใช้งานมากนัก เนื่องจากในปัจจุบันราคาของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับระบบเครือข่ายที่ใช้สายชนิดอื่น ๆ มาตรฐานที่สร้างสำหรับใช้งานรุ่นแรกกำหนดความเร็วในการทำงานไว้ที่ 1 ถึง 2 Mbps ต่อมาในปี พ.ศ. 2542 มาตรฐานรุ่นใหม่สำหรับการสื่อสารไร้สายเรียกว่า IEEE802.11b ซึ่งใช้เทคโนโลยีการส่งสัญญาณแบบสเปรดสเปกตรัม (Spread Spectrum Technology) ใช้ความถี่ 2.4 GHz (หรือ 2,400 MHz) ถ่ายทอดข้อมูลด้วยความเร็ว 1, 2, 5.5, และ 11 Mbps แต่ก็ยังมีราคาสูงมาก เช่น อุปกรณ์เชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายไร้สายและเครือข่ายที่ใช้สายสื่อสาร (Network Access Point) ราคาประมาณ 45,000 บาท อุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายที่เครื่องพีซีราคา 22,500 บาท ในปีต่อมาอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายฯ มีราคาประมาณ 13,500 บาท และอุปกรณ์เชื่อมต่อฯที่เครื่องพีซี ราคาประมาณ 4,500 บาท ซึ่งคิดว่าในอนาคตอาจมีราคาลดลงมาเรื่อย ๆ ในสภาพแวดล้อมบางแห่งที่จำเป็นต้องใช้ระบบเครือข่ายแต่ไม่เอื้ออำนวยให้ใช้สายสัญญาณ หรือในสำนักงานที่พนักงานมีการย้ายตำแหน่งของโต๊ะทำงานบ่อย ๆ การเดินสายสัญญาณแบบถาวรก็ทำได้ไม่สะดวก หรือการสอนของอาจารย์บางท่านที่ต้องการใช้ระบบเครือข่ายในห้องเรียนที่ไม่มีสายสัญญาณมีการเปลี่ยนห้องเรียนอยู่บ่อย ๆ ก็ไม่สามารถใช้งานได้ วิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ก็คือใช้ระบบเครือข่ายแบบไร้สายนั่นเองเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการควบคุมการใช้ช่องสื่อสารของอุปกรณ์แต่ละชิ้นเรียกว่า ซีดีพีดี (Cellular Digital Packet Data) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกันที่ใช้ในระบบโทรศัพท์มือถือเซลลูลาร์ ทำให้อุปกรณ์หลายชิ้นสามารถใช้ช่องสื่อสารที่มีอยู่อย่างจำกัดร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีนี้สามารถส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วเพียง 19.2 Kbps (0.0192 Mbps) ซึ่งช้ามากเมื่อเปรียบเทียบกับการสื่อสารแบบใช้สายที่มีความเร็ว 100 Mbps หรือสูงกว่านี้ เทคโนโลยีอื่นที่นำมาใช้ในการสื่อสารไร้สายได้แก่ การใช้สัญญาณไมโครเวฟ สัญญาณ สเปรดสเปกตรัม แสงอินฟราเรด และแสงเลเซอร์ เป็นต้น สัญญาณไมโครเวฟและแสงเลเซอร์ถูกนำมาใช้การสื่อสารระยะทางไกล เช่น การเชื่อมต่อระหว่างระบบเครือข่ายย่อยที่อยู่ห่างจากกันมาก ส่วนสัญญาณสเปรกตรัมและแสงอินฟาเรดนิยมนำมาใช้ในการสื่อสารระยะทางใกล้ เช่น ภายในห้องทำงานเดียวกันซึ่งจะมีระยะทางไม่เกิน 1,000 ฟุต เทคโนโลยีสัญญาณสเปรดสเปกตรัม (Spread Spectrum Radio) ส่งข้อมูลออกไปโดยใช้หลายความถี่คลื่นพร้อมกันเพื่อแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากสัญญาณรบกวน ช่วงความถี่ที่ใช้มักจะอยู่ในสองช่วงคือ 902–928 MHz และ 2.4-2.484 GHz ซึ่งวิธีการส่งสัญญาณสองระบบคือ เอฟเอชเอสเอส และดีเอสเอสเอส การส่งสัญญาณระบบเอฟเอชเอสเอส (Frequency Hopping Spread Spectrum) จะส่งข้อมูลออกไปโดยมีการเปลี่ยนแปลงความถี่คลื่นที่ใช้อยู่ตลอดเวลา ทำให้เป็นระบบที่มีความซับซ้อนน้อยกว่าที่ใช้อุปกรณ์ที่มีราคาถูกกว่าและใช้พลังงานในการส่งสัญญาณระดับต่ำ สามารถส่งข้อมูลได้ที่ความเร็ว 2 Mbps ส่วนระบบดีเอสเอสเอส (Direct Sequence Spread Spectrum) เพิ่มข้อมูลสำหรับ การตรวจสอบความถูกต้อง เรียกว่า ชิพ (Chip) ส่งกระจายไปในหลายความถี่คลื่นรหัสพิเศษเรียกว่า สเปรดดิ้งโค้ด (Spreading Code) จะถูกนำมาใช้ในการเพิ่มชิพจำนวน 10 ชิพต่อข้อมูลหนึ่งบิต ทำให้มี ประสิทธิภาพในการทำงานสูงกว่าระบบเอฟเอชเอสเอส ความเร็วสูงสุดในการส่งข้อมูลคือ 8 Mbps อย่างไรก็ตามระบบนี้เหมาะสำหรับในการใช้งานในพื้นที่ที่มีการรบกวนสัญญาณน้อยเท่านั้น ระบบที่นำมาใช้ในการสื่อสารไร้สายภายในห้องทำงานอีกอย่างหนึ่งคือ การใช้แสงอินฟราเรด (Infrared) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในอุปกรณ์รีโมทคอนโทรล เช่น รีโมทคอนโทรลโทรทัศน์และวิทยุที่ใช้งานทั่วไป ข้อแตกต่างประการหนึ่งคือระบบส่งลำแสงอินฟราเรดในระบบเครือข่ายไร้สายจะส่งไปในทิศทางที่กว้างกว่าและใช้สัญญาณแรงกว่าเพื่อส่งให้ได้ระยะทางไกลประมาณ 1,000 ฟุต ข้อจำกัดของการใช้แสงอินฟราเรดคือลำแสงอินฟราเรดไม่สามารถส่องให้ทะลุกำแพงหรือวัตถุทึบแสงใด ๆ ได้เช่นเดียวกับลำแสงที่เกิดจากไฟฉาย ในขณะที่การใช้สัญญาณคลื่นวิทยุจะสามารถใช้ติดต่อกับอุปกรณ์ที่อยู่ห้องอื่นที่มีกำแพงปิดกั้นได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงในด้านความปลอดภัยแล้ว การที่ลำแสงไม่สามารถทะลุกำแพงออกไปได้ทำให้การส่งข้อมูลนั้นมีความปลอดภัยสูงกว่าการใช้คลื่นวิทยุ ระบบที่ใช้แสงอินฟราเรดส่งข้อมูลได้ที่ความเร็ว 4 Mbps

–ระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณความเร็วสูง
1.6 ระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณความเร็วสูง ระบบเครือข่ายอีเทอร์เน็ตในอดีตถูกมองว่าเป็นระบบเครือข่ายความเร็วต่ำสำหรับผู้ใช้จำนวนไม่มากนัก เนื่องจากมีความเร็วในการถ่ายทอดข้อมูลเพียง 10 Mbps ในขณะที่ระบบเครือข่ายโทเก้นริงมีความเร็วถึง 16 Mbps แต่ในปัจจุบันระบบอีเทอร์เน็ตได้รับการพัฒนาให้เป็นระบบเครือข่าย เฉพาะบริเวณความเร็วสูง (High-Speed LAN) ขึ้นมาใหม่สองแบบคือ ระบบฟาสต์อีเทอร์เน็ต และ กิกะบิตอีเทอร์เน็ต
1.6.1 ระบบฟาสต์อีเทอร์เน็ต ระบบฟาสต์อีเทอร์เน็ต (Fast Ethernet) ได้รับการพัฒนาขึ้นมาในปี พ.ศ. 2538 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับที่ใช้ในระบบอีเทอร์เน็ต แต่สามารถส่งข้อมูลได้เร็วขึ้นสิบเท่า คือ 100 Mbps ข้อเด่นของระบบฟาสต์อีเทอร์เน็ตคือผู้ที่ใช้ระบบอีเทอร์เน็ตอยู่แล้วสามารถปรับปรุงมาใช้ระบบฟาสต์อีเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์มากนัก (แต่อุปกรณ์เก่าก็ยังคงทำงานที่ความเร็ว 10 Mbps) เนื่องจากโพรโทคอลควบคุมการสื่อสารยังคงเป็นแบบซีเอสเอ็มเอซีดีอยู่เหมือนเดิม ระบบฟาสต์อีเทอร์เน็ตถูกนำมาใช้เชื่อมต่อระบบเครือข่ายย่อยเข้ากับสวิทช์ควบคุมการสื่อสารด้วยความเร็ว 100 Mbps โดยที่ยังคงเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในระบบเครือข่ายย่อยที่ความเร็ว 10 Mbps เนื่องจากการติดต่อกับผู้ที่ใช้ความเร็ว 10 Mbps นั้นเพียงพอสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ในขณะที่การ สื่อสารกับสวิทช์นั้นต้องการความเร็วที่สูงขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้หลายคนสามารถสื่อสารได้ในเวลาเดียวกัน แม้ว่าวิธีการนี้จะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากระบบฟาสต์อีเทอร์เน็ตอย่างเต็มความสามารถ แต่ก็ช่วยให้เกิดการประหยัดมากขึ้นเพราะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของระบบโดยที่ยังสามารถใช้อุปกรณ์เดิมได้เกือบทั้งหมด















ภาพที่ 1.13 แสดงการใช้ระบบฟาสต์อีเทอร์เน็ตร่วมกับระบบอีเทอร์เน็ตรุ่นเก่า
1.6.2 กิกะบิตอีเทอร์เน็ต การพัฒนาระบบเครือข่ายอีเทอร์เน็ตขึ้นไปอีกระดับหนึ่งคือการนำมาใช้เป็นระบบ เครือข่ายสื่อสารหลัก (Backbone) เรียกว่า กิกะบิตอีเทอร์เน็ต (Gigabit Ethernet) ซึ่งสามารถถ่ายทอด ข้อมูลได้ที่ความเร็วสูงถึง หนึ่งพันล้านบิตต่อวินาที (1 Gbps) เนื่องจากมีความเร็วสูงมากเกินกว่าที่จะนำมาใช้งานทั่วไป ระบบนี้จึงถูกนำไปใช้ในการเชื่อมต่อเครือข่ายสื่อสารหลัก ซึ่งมีปริมาณข้อมูลที่จะต้องถ่ายทอดสูงมากเหมาะสมกับความเร็วระดับนี้ ระบบกิกะบิตยังมีข้อดีที่สามารถใช้สายสื่อสารยูทีพีระดับชั้น 5 (UPT category 5) ซึ่งมีราคาถูกมากโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้สายใยแก้วนำแสงการปรับปรุงระบบอีเทอร์เน็ตธรรมดาให้กลายเป็นกิกะบิตอีเทอร์เน็ตนั้น ต้องเปลี่ยนตัวควบคุมรับส่งสัญญาณ เช่น สวิทช์ และเราเตอร์ เป็นต้น ระบบกิกะบิตกำลังได้รับการพัฒนาให้มีความเร็วสูงยิ่งขึ้นไปอีกคือเป็นระบบ 10 Gigabit Ethernet ซึ่งได้รับการนำเสนอขึ้นมาในปี พ.ศ. 2543 โดยกลุ่มบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ คือ 3Com, Cisco System, Extreme Networks, Intel, Nortel Networks, Sun Microsystems, และ World Wide Packets ซึ่งกำหนดแผนในการพัฒนามาตรฐานขึ้นมาใช้งานให้ได้อีกต่อไป

–การเชื่อมต่อระบบเครือข่ายเข้าด้วยกัน
1.7 การเชื่อมต่อระบบเครือข่ายเข้าด้วยกัน ระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณได้รับการออกแบบมาสำหรับเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์จำนวนหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่จำกัดแห่งหนึ่งเข้าด้วยกัน เมื่อความนิยมเพิ่มขึ้น จำนวนระบบเครือข่ายจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องเชื่อมต่อระบบเครือข่ายเข้าด้วยกัน ใน ขั้นแรกทำการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณภายในองค์กรเดียวกันเข้าด้วยกันกลายเป็นระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ ต่อมาจึงทำการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณเข้ากับระบบเครือข่ายวงกว้าง เพื่อให้สามารถใช้บริการต่าง ๆ ได้มากขึ้น การเชื่อมต่อระบบเครือข่ายจำเป็นจะต้องใช้อุปกรณ์เพิ่มขึ้น ได้แก่ อุปกรณ์ทวนสัญญาณ บริดจ์ เราเตอร์ และเกตเวย์
1.7.1 อุปกรณ์ทวนสัญญาณ ระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณใช้อุปกรณ์ที่มีขีดจำกัดในเรื่องระยะทางการสื่อสารที่สั้นมาก เช่น มาตรฐาน IEEE 802.3 กำหนดระยะทางสายสื่อสารสูงสุดไว้ที่ 500 เมตรหรือประมาณ 1,641 ฟุต ดังนั้นถ้าต้องการส่งสัญญาณออกไปให้ได้ไกลกว่านั้นก็จำเป็นจะต้องใช้อุปกรณ์เรียกว่าอุปกรณ์ทวนสัญญาณ (Repeater) ซึ่งจะทำหน้าที่ขยายสัญญาณที่รับเข้ามาแล้วจึงค่อยส่งออกไป การขยาย สัญญาณเป็นการเพิ่มพลังงานให้สัญญาณมีความแรงมากพอที่จะเดินทางต่อไปได้ไกลขึ้นกว่าเดิม คล้ายกับรถยนต์ที่วิ่งมาไกลจนน้ำมันหมดถัง จึงจำเป็นต้องแวะเข้าปั๊มน้ำมันเพื่อเติมน้ำมัน ทำให้รถยนต์คันนั้นสามารถเดินทางต่อไปได้ไกลขึ้น เมื่อนำอุปกรณ์ทวนสัญญาณมาใช้จะทำให้ระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณสามารถส่งสัญญาณออกไปได้ไกลถึง 2,500 เมตร ข้อมูลที่ส่งผ่านอุปกรณ์ทวนสัญญาณจะไม่ถูกแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด อันที่จริงแล้วอุปกรณ์ทวนสัญญาณไม่ทราบแม้กระทั่งรูปทรงหรือลักษณะของข้อมูลเลย
1.7.2 บริดจ์ บริดจ์ (Bridge) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณสองระบบที่ใช้โพรโทคอลเดียวกันเข้าด้วยกัน แต่อาจใช้สายสื่อสารคนละชนิดก็ได้ เช่น ระบบหนึ่งใช้สาย โคแอกเชียล ในขณะที่อีกระบบหนึ่งใช้สายยูทีพี บริดจ์ทำงานในระดับชั้นสื่อสารเชื่อมต่อข้อมูล (Data Link Layer) ซึ่งจะตรวจข้อมูลในชั้นสื่อสารนี้และจัดการส่ง (หรือไม่ส่ง) แพ็กเกตนั้นไปยังระบบ เครือข่ายข้างเคียง บริดจ์รุ่นใหม่สามารถเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่ใช้โพรโทคอลต่างชนิดกันก็ได้ บริดจ์แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ บริดจ์แบบติดตั้งภายใน (Internal Bridge) และบริดจ์แบบติดตั้งภายนอก (External Bridge) บริดจ์แบบติดตั้งภายในก็คืออุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายตัวที่สองที่ติดตั้งอยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกัน การเชื่อมต่อแบบนี้อาจใช้ในการขยายขอบเขตของระบบเครือข่ายให้กว้างขวางมากขึ้นกว่าเดิม เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นบริดจ์จะต้องมีซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการสื่อสารระบบเครือข่ายผ่านบริดจ์ด้วยระบบเน็ตแวร์มีความสามารถในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายจำนวนสี่วง (เรียกว่า เซ็กเมนต์) เข้าด้วยกัน บริดจ์แบบติดตั้งภายนอกจะต้องมีเครื่องพีซีแยกต่างหากหนึ่งเครื่องที่มีอุปกรณ์เชื่อมต่อเข้ากับทั้งสองเซ็กเมนต์ ซึ่งจะเป็นการเชื่อมต่อแบบใดก็ได้ โดยปกติบริดจ์แบบติดตั้งภายในจะเป็นเครื่องเดียวกันกับเครื่องไฟล์เซิร์ฟเวอร์ แต่ในกรณีที่เครื่องไฟล์เซิร์ฟเวอร์มีงานทำมากอยู่แล้วจึงจะใช้บริดจ์แบบติดตั้งภายนอกแทน บริดจ์ทั้งสองชนิดนี้จึงทำหน้าที่เหมือนกันทุกประการ
1.7.3 เราเตอร์ เราเตอร์ (Router) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เหมือนกับบริดจ์ แต่มีการทำงานที่ซับซ้อนกว่าเช่น มีความสามารถในการเลือกเส้นทางส่งข้อมูลที่ดีที่สุด เร็วที่สุดหรือเสียค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ให้สำหรับแต่ละแพ็กเกต ส่งข้อมูลผ่านระบบดิจิทัล หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีปัญหา และสามารถจัดการกับแพ็กเกตได้หลายชนิด ความสามารถที่เพิ่มเติมขึ้นมานี้ทำให้การส่งข้อมูลผ่านเราเตอร์ต้องเสียเวลามากขึ้น ดังนั้นการใช้บริดจ์ในระบบงานขนาดเล็กจึงมีความเหมาะสมมากกว่า ข้อแตกต่างที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ เราเตอร์ทำงานในชั้นสื่อสารควบคุมเครือข่ายจึงสามารถทำงานร่วมกับเครือข่ายที่ใช้โพรโทคอล แตกต่างกันได้เมื่อนำเราเตอร์มาใช้ในองค์กร เราเตอร์จะสามารถแยกระบบเครือข่ายย่อยบางระบบที่ต้องการออกจากระบบอื่นที่เหลือได้ จึงสามารถนำมาใช้ช่วยในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลได้ นั่นคือสามารถเลือกแพ็กเกตที่จะเดินทางผ่านเข้าหรือออกจากส่วนที่ควบคุม การติดต่อระหว่างสองส่วนนี้จึงสามารถควบคุมให้เป็นไปตามต้องการ
1.7.4 เกตเวย์ การเชื่อมต่อระหว่างระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณเข้ากับระบบเครือข่ายวงกว้างเป็นการเชื่อมต่อที่ยุ่งยากซับซ้อนที่สุด เกตเวย์เป็นอุปกรณ์หรืออาจเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถในการเข้าใจโพรโทคอลที่ใช้งานอยู่ทั้งสองฝั่งและสามารถเปลี่ยนแพ็กเกตข้อมูลไปกลับระหว่าง โพรโทคอลทั้งสองชนิดนี้ได้ ซึ่งเรียกว่า โพรโทคอลคอนเวอร์เตอร์ (Protocol Converter) จากความสามารถนี้ทำให้เกตเวย์ถูกนำมาใช้ในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายชนิดใดเข้าด้วยกันก็ได้ เกตเวย์ทำงานในชั้นสื่อสารควบคุมเครือข่ายและในระดับชั้นที่สูงกว่านี้ การเชื่อมต่อระหว่างเกตเวย์กับระบบเครือข่ายจะต้องมีอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เหมาะสม เช่น การเชื่อมต่อกับระบบเอสเอ็นเอก็จะต้องใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อระบบเครือข่ายเอสเอ็นเอและซอฟต์แวร์สำหรับเอสเอ็นเอโพรโทคอล
1.8 บทสรุป ระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณได้รับการออกแบบมาสำหรับตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่ต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันและสามารถใช้งานอุปกรณ์ร่วมกันได้ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่นำมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกันนี้จะต้องมีที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่จำกัด เช่น ตั้งอยู่ในห้องทำงานเดียวกันหรืออยู่ภายในอาคารเดียวกัน องค์กรของรัฐจะไม่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากนักเพราะขอบเขตการใช้งานที่จำกัดนั่นเอง ในองค์กรที่มีระบบเครือข่ายอยู่หลายระบบก็สามารถเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายทุกระบบเข้าด้วยกันได้ ฮาร์ดแวร์สำหรับระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล อุปกรณ์เชื่อมต่อระบบเครือข่าย และสายสื่อสาร เครื่องคอมพิวเตอร์อาจเป็นชนิดใดก็ได้ที่สามารถใช้ซอฟต์แวร์จัดการเครือข่ายได้ อุปกรณ์เชื่อมต่อระบบเครือข่ายมักจะได้รับการติดตั้งไว้ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ สายสื่อสาร เช่น สายโคแอกเซียล สายยูทีพี และสายใยแก้วนำแสง ถูกนำมาใช้เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน เทคโนโลยีสมัยใหม่จะใช้การเชื่อมต่อแบบไร้สาย เช่น ใช้คลื่นวิทยุเป็นสื่อในการส่งสัญญาณข้อมูลแทนการใช้สายยูทีพี ระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณมีมาตรฐานหลายอย่างที่กำหนดโดย IEEE ซึ่งได้กำหนดวิธีการสื่อสารและวิธีการควบคุมการใช้สื่อชนิดต่าง ๆ รูปแบบการเชื่อมต่ออุปกรณ์มีหลายอย่าง หมายถึง การนำอุปกรณ์ในระบบเครือข่ายมาเชื่อมต่อกันตามลำดับที่ตั้งทางกายภาพเป็นสำคัญ รูปแบบการเชื่อมต่ออุปกรณ์สำหรับระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณสามชนิด คือ รูปวงแหวน รูปบัส และรูปดาว ในระบบเครือข่ายแบบวงแหวนเครื่องพีซีทั้งหมดถูกเชื่อมต่อด้วยเคเบิลเรียงต่อกันตามลำดับโดยนำปลายสายเคเบิลมาเชื่อมต่อกันเป็นลักษณะของ วงแหวน ข้อมูลจะถูกส่งออกไปในทิศทางเดียวกันเสมอจากพีซีเครื่องหนึ่งไปยังพีซีในลำดับต่อไป ถ้าคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไม่ได้เปิดใช้งาน ระบบวงแหวนจะยังสามารถทำงานต่อไปได้โดยส่งข้อมูลข้ามเครื่องนั้นไป ในระบบบัสมีการเชื่อมต่อคล้ายกับแบบวงแหวนเพียงแต่ใช้หมวกสายมาสวมที่ปลายสายเคเบิลทั้งสองข้างแทนที่จะเชื่อมปลายสายเข้าด้วยกัน โพรโทคอลอีเทอร์เน็ตมักจะถูกนำมาใช้งานร่วมกันกับระบบเครือข่ายรูปบัส ส่วนระบบดาวจะใช้สายเคเบิลหนึ่งเส้นเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เพียงหนึ่งเครื่องเข้ากับอุปกรณ์ควบคุมที่ศูนย์กลาง ข้อมูลจึงถูกส่งระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องที่ศูนย์ เท่านั้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น